31.03.2026
ควรเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลยี่ห้อไหนดี ?
สรุปครบ ! น้ำมันเครื่องมีกี่แบบ ? พร้อมวิธีอ่านค่าความหนืด
สรุปสาระสำคัญ
การเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถยนต์ต้องพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ประเภทของน้ำมัน ค่าความหนืดที่ระบุเอาไว้ และมาตรฐานสากล (API) เพราะการเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดเหมาะสมกับสภาพเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ที่เน้นความลื่นไหล หรือรถเก่าที่ต้องการการปกป้องสูง จะช่วยลดการสึกหรอ ระบายความร้อน และช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องยนต์ให้ยาวนานขึ้น
Table of Content
- รู้จักประเภท น้ำมันเครื่องมีกี่แบบ ?
- น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้
- น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์
- น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดา
- วิธีอ่านรหัสบนขวดน้ำมันเครื่อง
- ค่า SAE คืออะไรและสำคัญอย่างไร ?
- ตัวเลขหน้า W
- ตัวเลขหลัง W
- มาตรฐาน API และเกรดน้ำมัน
- มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
- มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
- วิธีเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถยนต์
- รถใหม่ vs รถเก่า
- วิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์เบนซิน
- วิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ดีเซล
- ยี่ห้อน้ำมันเครื่องยอดนิยม
- กลุ่มที่เน้นสมรรถนะสูง
- กลุ่มคุ้มค่า ราคาเหมาะสม
- กลุ่มสำหรับรถกระบะและรถใช้งานหนักโดยเฉพาะ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง (FAQs)
- Q : ถ่ายน้ำมันเครื่องเกินระยะได้กี่กิโล ?
- Q : น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ควรเปลี่ยนทุกกี่กิโลเมตร ?
- Q : หากเติมน้ำมันเครื่องผิดประเภท เช่น เอาน้ำมันเครื่องดีเซลไปเติมรถเบนซิน จะเป็นอะไรไหม ?
- Q : จำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไม่ ?
น้ำมันเครื่องถือเป็นหัวใจสำคัญของเครื่องยนต์ เพราะทำหน้าที่หล่อลื่น ลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน และชะล้างคราบเขม่า ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ยืดอายุการใช้งาน ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมในระยะยาว แต่ปัญหาที่ผู้ใช้รถจำนวนมากยังสงสัยคือ น้ำมันเครื่องมีกี่แบบและควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับรถและการใช้งาน ?
รู้จักประเภท น้ำมันเครื่องมีกี่แบบ ?
น้ำมันเครื่องมีหลายประเภท ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการในการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่องยนต์และการขับขี่ โดยมีประเภทหลัก ดังนี้
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้
ผลิตจากสารสังเคราะห์คุณภาพสูง ให้การหล่อลื่นดีเยี่ยม ทนความร้อนสูง ลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ เหมาะกับรถใหม่ รถที่ขับในเมือง รถที่ต้องเจอกับสภาพจราจรที่ติดขัดบนถนนอยู่บ่อย ๆ หรือรถกระบะที่ต้องการสมรรถนะสูง
น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์
เป็นการผสมผสานระหว่างน้ำมันเครื่องธรรมดากับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ช่วยให้การหล่อลื่นมีประสิทธิภาพที่ดีในราคาที่เหมาะสม เหมาะกับรถที่ใช้งานทั่วไป หรือรถกระบะมือสองที่สภาพดีและต้องการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
น้ำมันเครื่องเกรดธรรมดา
น้ำมันเครื่องประเภทนี้มีราคาประหยัดและเหมาะกับรถที่ไม่ได้ใช้งานหนักมาก แต่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันบ่อยกว่าแบบอื่น และไม่แนะนำสำหรับรถที่ใช้ขับขี่ในสภาพที่ยากลำบาก หรือเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง
วิธีอ่านรหัสบนขวดน้ำมันเครื่อง
รหัสตัวเลขบนขวดน้ำมันเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น 5W30 หรือ 10W40 ข้อมูลเหล่านี้ถูกกำหนดโดยมาตรฐาน SAE (Society of Automotive Engineers) ซึ่งเป็นสมาคมวิศวกรรมยานยนต์สากลที่ตั้งเกณฑ์การวัดความหนืดของน้ำมันเครื่อง เพื่อให้ผู้ใช้รถทั่วโลกเข้าใจตรงกันว่าน้ำมันขวดนั้น ๆ เหมาะกับอุณหภูมิแบบไหน
ค่า SAE คืออะไรและสำคัญอย่างไร ?
ค่า SAE จะเป็นตัวบ่งบอกว่าน้ำมันเครื่องมีความ “ข้น” หรือ “ใส” แค่ไหน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการไหลเวียนไปหล่อลื่นชิ้นส่วนในเครื่องยนต์
ตัวเลขหน้า W
ตัวเลขหน้าที่อยู่หน้าตัว W เช่น 0W, 5W, 10W หรือ 20W จะบ่งบอกถึงความสามารถในการคงสภาพของเหลวและการไหลตัวในอุณหภูมิต่ำ
- ตัวเลขยิ่งต่ำ ยิ่งดี : เพราะหมายความว่าน้ำมันเครื่องจะสามารถไหลไปหล่อลื่นชิ้นส่วนได้ทันทีเมื่อสตาร์ตรถขณะที่เครื่องเย็น ช่วยลดการสึกหรอในช่วงวินาทีแรกของการทำงาน
ตัวเลขหลัง W
ส่วนตัวเลขที่อยู่หลังตัว W คือค่าความหนืดเมื่อเครื่องยนต์ทำงานเต็มที่ น้ำมันเครื่องที่มีค่าความหนืดสูงจะเหมาะกับรถที่ใช้งานในสภาพที่ร้อน หรือรถที่มีการใช้งานหนัก เช่น
- น้ำมันเครื่อง 10w40 :คือน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดระดับปานกลาง เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานมานานระดับหนึ่ง หรือเครื่องยนต์ที่เริ่มมีระยะห่างของชิ้นส่วนมากขึ้น ต้องการน้ำมันที่หนาพอจะช่วยเคลือบช่องว่างได้ดี
- น้ำมันเครื่อง 20w50 :คือน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดสูงมาก เหมาะสำหรับเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่มีการสึกหรอสูง หรือรถที่ใช้งานหนักและต่อเนื่องยาวนานในสภาพอากาศที่ร้อนจัด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันใสเกินไปจนหล่อลื่นไม่พอ
มาตรฐาน API และเกรดน้ำมัน
API (American Petroleum Institute) เป็นตัวกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเครื่องที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ตระกูลหลักตามประเภทของเครื่องยนต์ ดังนี้
มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
มาตรฐานของเบนซินจะขึ้นต้นด้วยตัว S และตามด้วยตัวอักษรอื่น ๆ ซึ่งบ่งบอกถึงยุคสมัยและเทคโนโลยี ยิ่งตัวอักษรตัวที่สองไกลจากตัว A มากเท่าไหร่ (ตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ) แสดงว่าเป็นมาตรฐานใหม่ที่รองรับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ล่าสุดได้ดียิ่งขึ้น
- API SP : มาตรฐานสูงสุดในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการประกาศใช้ปี 2020 ถูกออกแบบมาเพื่อรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะ ช่วยป้องกันปัญหาการชิงจุดระเบิดในรอบต่ำ หรือการที่เชื้อเพลิงลุกไหม้ก่อนหัวเทียนจุดประกายไฟในขณะเครื่องยนต์รอบต่ำแต่ภาระงานสูง (LSPI) และถนอมโซ่ราวลิ้นได้ดีเยี่ยม
- API SN / SN Plus : มาตรฐานยอดนิยมที่ใช้กับรถยนต์เบนซินส่วนใหญ่ในท้องตลาด ปกป้องเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ดี ช่วยประหยัดน้ำมัน
- API SL : เป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์รุ่นเก่า ประมาณปี 2004 ลงไป หากเป็นรถรุ่นใหม่ ไม่แนะนำให้ใช้เกรดที่ต่ำกว่า SN
มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
มาตรฐานของดีเซลจะขึ้นต้นด้วยตัวอักษร C และตามด้วยรหัสตัวเลข หรือตัวอักษรที่บ่งบอกถึงระดับการใช้งานหนักและการชะล้างเขม่า
- API CK-4 : มาตรฐานสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ ช่วยควบคุมการเกิดออกซิเดชั่น ทนความร้อนสูง รองรับระบบกรองไอเสีย (DPF) ได้ดี
- API CJ-4 : เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีระบบควบคุมมลพิษ ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบกำจัดไอเสีย
- API CI-4 / CI-4 Plus : เป็นมาตรฐานที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มเครื่องยนต์ดีเซล เพราะให้การปกป้องที่ยอดเยี่ยม ชะล้างเขม่าได้สูง เหมาะกับรถกระบะทั่วไปและรถกระบะ 4 ประตู มือสอง ที่ผ่านการใช้งานหนัก
วิธีเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับรถยนต์
การเลือกน้ำมันเครื่อง ไม่ว่าจะใช้กับเครื่องยนต์เบนซินหรือเครื่องดีเซล ไม่ใช่แค่การเลือกยี่ห้อที่ดังที่สุด แต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพรถปัจจุบัน ซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
รถใหม่ vs รถเก่า
- รถใหม่ : ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดต่ำ เช่น 0W20 หรือ 5W30 เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้คล่องตัว ลดแรงเสียดทาน ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
- รถเก่า หรือรถมือสอง : แนะนำให้ขยับความหนืดขึ้นเล็กน้อย เช่น 10W40 เพื่อช่วยลดการรั่วซึมตามซีลยาง ช่วยลดการสึกหรอของชิ้นส่วนที่ผ่านการใช้งานมานาน
วิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์เบนซิน
สำหรับใครที่สงสัยว่าน้ำมันเครื่องเบนซินควรเลือกยี่ห้อไหนดี ? แนะนำให้เลือกดูที่มาตรฐาน API เป็นหลัก โดยปัจจุบันแนะนำเป็น SP หรือ SN แต่หากเป็นรถ ECO Car หรือรถเก๋งรุ่นใหม่ แนะนำให้ใช้แบบสังเคราะห์แท้ความหนืดต่ำ เพื่อการปกป้องที่ครอบคลุมและการออกตัวที่ลื่นไหล
วิธีเลือกน้ำมันเครื่องรถยนต์ดีเซล
สำหรับการเลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ดีเซลยี่ห้อไหนดีนั้น ? คำตอบคือควรเลือกน้ำมันที่ออกแบบมาเพื่อเครื่องยนต์ดีเซลโดยเฉพาะ ซึ่งมักมีสารชะล้างเขม่าสูง สำหรับสภาพอากาศในประเทศไทย โดยค่าความหนืด SAE 10W30 ถึง 15W40 ถือเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการปกป้องวาล์วและเทอร์โบ
ยี่ห้อน้ำมันเครื่องยอดนิยม
หลายคนสงสัยว่าน้ำมันเครื่องรถยนต์ ควรเลือกยี่ห้อไหนดี ? เนื่องจากน้ำมันเครื่องที่ดีจะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานได้ โดยยี่ห้อน้ำมันเครื่องที่ได้รับความนิยม ได้แก่
กลุ่มที่เน้นสมรรถนะสูง
- Mobil 1 Extended Performance : ได้รับความไว้วางใจทั่วโลก ทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้ดีเยี่ยม รองรับเบนซินและดีเซล
- Liqui Moly Special Tec : สูตรจากเยอรมัน เน้นความสะอาดของเครื่องยนต์และการประหยัดน้ำมัน
- Castrol EDGE : มีเทคโนโลยี Fluid Titanium ที่ช่วยให้โครงสร้างน้ำมันแข็งแกร่งภายใต้แรงดันสูง
กลุ่มคุ้มค่า ราคาเหมาะสม
- Shell Helix HX8 : ยี่ห้อมาตรฐานที่หาซื้อได้ง่าย ปกป้องดีเยี่ยมในราคาที่จับต้องได้
- PTT Performa Super Synthetic : แบรนด์ไทยคุณภาพระดับสากล ทนร้อน เหมาะกับสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยและราคาประหยัด
- Caltex Havoline ProDS : มีการปกป้องแบบ Deposit Shield ช่วยป้องกันคราบสะสมในเครื่องยนต์ เร่งตอบสนองดี มาตรฐาน API SP และมีราคาที่ย่อมเยา
กลุ่มสำหรับรถกระบะและรถใช้งานหนักโดยเฉพาะ
- Shell Rimula R6 : น้ำมันสังเคราะห์แท้ที่ออกแบบมาเพื่อเครื่องยนต์ดีเซลบรรทุกหนักโดยเฉพาะ
- Valvoline Premium Blue Extreme : แบรนด์ดังจากสหรัฐฯ ขึ้นชื่อเรื่องความอึดและอายุการใช้งานที่ยาวนาน
- PTT Dynamic Commonrail : ตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนใช้รถกระบะคอมมอนเรล เน้นชะล้างเขม่า ราคาคุ้มสำหรับกระบะ
การเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมช่วยให้รถใช้งานได้ยาวนาน แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเลือกรถกระบะ 4 ประตู มือสอง หรือรถยนต์มือสองที่สภาพดี มีประวัติชัดเจน และพร้อมใช้งาน หากกำลังมองหารถกระบะ หรือรถยนต์มือสองที่ผ่านการคัดสภาพแล้ว ขอแนะนำ Autovilla เต็นท์รถมือสองมาตรฐานสูงในกรุงเทพฯ รถทุกคันผ่านการตรวจประเมินสภาพกว่า 344 จุดโดย Goo Inspection จากประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมระบบเบรก เครื่องยนต์ แอร์ และช่วงล่าง พร้อมบริการจัดหาไฟแนนซ์ให้ครบในที่เดียว แวะมาพิสูจน์คุณภาพและทดลองขับคันจริงได้ที่โชว์รูมของเราทั้ง 3 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และปทุมธานี
- สาขาศรีนครินทร์ โทร. 097-921-9552
- สาขาร่มเกล้า โทร. 095-906-0633
- สาขาลำลูกกา โทร. 092-940-5098
ข้อมูลอ้างอิง
- น้ำมันเครื่องรถยนต์มีกี่แบบ เลือกแบบไหนดีที่สุด. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 จาก https://erdi.cmu.ac.th/?p=3231
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง (FAQs)
Q : ถ่ายน้ำมันเครื่องเกินระยะได้กี่กิโล ?
A : โดยปกติไม่ควรเกิน 500 - 1,000 กิโลเมตร จากระยะที่กำหนด หากเกินกว่านี้คุณสมบัติในการปกป้องเครื่องยนต์จะลดลงอย่างมาก เสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูงและคราบยางเหนียวในเครื่องยนต์
Q : น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ควรเปลี่ยนทุกกี่กิโลเมตร ?
A : โดยทั่วไปน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้มีอายุการใช้งานประมาณ 10,000 - 15,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 - 12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน หากใช้งานในเมืองที่รถติดขัดบ่อย ควรเปลี่ยนที่ระยะ 10,000 กิโลเมตร
Q : หากเติมน้ำมันเครื่องผิดประเภท เช่น เอาน้ำมันเครื่องดีเซลไปเติมรถเบนซิน จะเป็นอะไรไหม ?
A : ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำมันเครื่องดีเซลมีสารเติมแต่งประเภทชะล้างเขม่าสูงและมีความหนืดต่างจากเบนซิน หากใช้ผิดประเภทในระยะยาวอาจส่งผลต่อระบบจุดระเบิดและการทำงานของเครื่องยนต์ให้ทำงานผิดปกติได้
Q : จำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไม่ ?
A : ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องทุกครั้งพร้อมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกหรือเศษโลหะที่ตกค้างในกรองเก่าเข้าไปปนเปื้อนกับน้ำมันใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ระบบหล่อลื่นทำงานได้อย่างสะอาดและเต็มประสิทธิภาพที่สุด