05.01.2026

รถจมน้ำ ซ่อมได้ไหม? วิธีเคลมประกันและการดูแลหลังน้ำท่วม

รถจมน้ำ สตาร์ตไม่ติด ซ่อมได้ไหม? แนะวิธีเคลมประกันหลังน้ำลด

 

Key takeaways:

เหตุการณ์รถจมน้ำเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตัวรถ ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า และความปลอดภัยในการขับขี่ระยะยาว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมสูง สิ่งที่เจ้าของรถต้องจำให้ขึ้นใจคือ ห้ามสตาร์ตรถหรือเปิดระบบไฟฟ้าใด ๆ โดยเด็ดขาด หลังจากน้ำลด แม้รถจะดูเหมือนปกติภายนอกก็ตาม เพราะการสตาร์ตทันทีอาจทำให้น้ำถูกดูดเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ผ่านท่อไอเสีย ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชิ้นส่วนภายใน เช่น ลูกสูบหรือก้านสูบ ในขณะเดียวกัน น้ำที่เข้าสู่ระบบไฟฟ้าหลัก สายไฟ หรือขั้วต่อต่าง ๆ อาจทำให้เกิดการลัดวงจรหรือความเสียหายที่ลุกลามวงกว้าง และอาจไม่ได้รับการคุ้มครองจากประกันในส่วนที่เกิดจากการใช้งานผิดประเภท

 

Table of Content :

  • รถจมน้ำ สตาร์ตไม่ติด เกิดจากอะไร ?
  • เหตุผลที่ไม่ควรสตาร์ตรถหลังน้ำท่วม
    • ระบบไฟฟ้าอาจถูกน้ำท่วม
    • น้ำอาจเข้าเครื่องยนต์
    • ระบบเกียร์และน้ำมันเครื่องได้รับผลกระทบ
    • ค่าใช้จ่ายในการซ่อมเพิ่มขึ้นหลายเท่า 
  • วิธีที่ควรทำหลังจากรถจมน้ำ
    • ห้ามสตาร์ตรถหรือเปิดระบบไฟฟ้าใด ๆ
    • บันทึกภาพความเสียหายไว้เป็นหลักฐานสำหรับการเคลม
    • ติดต่อบริษัทประกันและศูนย์บริการเพื่อนำรถเข้าตรวจสอบ
  • รถจมน้ำ ซ่อมได้ไหม ?
    • เครื่องยนต์
    • ระบบไฟฟ้า 
    • ระบบช่วงล่างและเบรก 
    • ระบบแอร์และเครื่องทำความเย็น 
  • รถน้ำท่วม เคลมประกันอย่างไร ?
    • ประกันรถยนต์ที่คุ้มครองกรณีรถจมน้ำ 
    • ขั้นตอนการแจ้งเคลมประกัน
    • เอกสารที่ใช้ในการเคลม

 

เหตุการณ์น้ำท่วมไม่ได้ส่งผลกระทบแค่บ้านเรือนเท่านั้น แต่สำหรับเจ้าของรถแล้ว รถจมน้ำ คือปัญหาที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ถ้าไม่รีบจัดการอย่างถูกวิธี ความเสียหายอาจลุกลามไปถึงเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า และความปลอดภัยในการใช้งานในระยะยาว ซึ่งเมื่อรถต้องเผชิญกับน้ำท่วม หลายคนมักตั้งคำถามว่า รถจมน้ำ ซ่อมได้ไหม ? หากรถจมน้ำแล้วสตาร์ตไม่ติดควรทำอย่างไร ? และในกรณีที่รถน้ำท่วมยังจะเคลมประกันได้อยู่หรือไม่ ?

 

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจประเด็นสำคัญเกี่ยวกับรถจมน้ำ ตั้งแต่สาเหตุ ความเสี่ยง แนวทางการดูแลและซ่อมแซม ไปจนถึงขั้นตอนการเคลมประกันรถน้ำท่วมอย่างถูกต้อง เพื่อให้คุณรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างมั่นใจ

 

รถจมน้ำ สตาร์ตไม่ติด เกิดจากอะไร ?

รถจมน้ำ สตาร์ตไม่ติด เป็นอาการที่พบได้บ่อยหลังน้ำลด เนื่องจากน้ำไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ภายนอกรถเท่านั้น แต่ยังเข้าไปกระทบกับระบบสำคัญภายในหลายจุด แม้ตัวรถจะดูเหมือนอยู่ในสภาพปกติ แต่ภายในอาจยังมีความชื้น น้ำ หรือสิ่งสกปรกสะสมอยู่

 

น้ำที่เข้าไปในระบบไฟฟ้าอาจทำให้การจ่ายไฟไม่สมบูรณ์ ระบบสตาร์ตทำงานผิดปกติ ในขณะเดียวกัน หากน้ำเข้าถึงห้องเครื่อง ก็อาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์โดยตรง รวมถึงกรณีที่น้ำปะปนในน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการหล่อลื่นลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายภายในเครื่องยนต์

 

นอกจากนี้ หากรีบสตาร์ตรถโดยไม่ตรวจเช็ก ระบบที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้อาจทำงานผิดปกติพร้อมกัน ส่งผลให้รถสตาร์ตไม่ติด หรือทำให้ความเสียหายลุกลามมากขึ้น ดังนั้น หลังน้ำลดควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียดก่อน เพื่อประเมินความเสียหายและดูแลแก้ไขได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานในระยะยาว

 

เหตุผลที่ไม่ควรสตาร์ตรถหลังน้ำท่วม

หลังจากรถจมน้ำ สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าของรถควรจำให้ขึ้นใจก็คือ “อย่าเพิ่งสตาร์ตรถโดยเด็ดขาด” เพราะการรีบสตาร์ตทั้งที่ยังไม่ทราบระดับความเสียหาย อาจทำให้ปัญหาที่ยังพอซ่อมได้ กลายเป็นความเสียหายรุนแรงในทันที ไม่ว่าจะเป็น

 

ระบบไฟฟ้าอาจถูกน้ำท่วม

เมื่อน้ำซึมเข้าไปในระบบไฟฟ้าของรถ ไม่ว่าจะเป็นกล่องควบคุมหลักของรถ (ECU) เซนเซอร์ สายไฟ หรือขั้วต่อไฟต่าง ๆ จะทำให้ระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ เกิดการลัดวงจร หรือสะสมความชื้นจนเกิดสนิม ส่งผลให้กระแสไฟไม่สามารถจ่ายไปยังระบบสตาร์ตได้อย่างสมบูรณ์

 

น้ำอาจเข้าเครื่องยนต์

หากระดับน้ำสูงจนเข้าถึงท่อไอเสียหรือห้องเครื่อง การสตาร์ตเครื่องยนต์อาจทำให้น้ำถูกดูดเข้าไปภายในเครื่องยนต์ ส่งผลให้การเผาไหม้ผิดปกติ และอาจทำให้ชิ้นส่วนภายใน เช่น ลูกสูบหรือก้านสูบ ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รถจมน้ำสตาร์ตไม่ติด และมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูงมาก

 

ระบบเกียร์และน้ำมันเครื่องได้รับผลกระทบ

เมื่อรถจมน้ำ น้ำอาจเข้าไปปะปนกับน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเกียร์ ทำให้คุณสมบัติในการหล่อลื่นลดลงอย่างมาก ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังจึงเสียดสีกันโดยตรง

 

หากฝืนสตาร์ตหรือใช้งานต่อ อาจทำให้เครื่องยนต์ทำงานผิดปกติ สตาร์ตไม่ติด หรือเกิดความเสียหายสะสมที่รุนแรงยิ่งขึ้นในภายหลัง

 

ค่าใช้จ่ายในการซ่อมเพิ่มขึ้นหลายเท่า

ความเสียหายที่เกิดจากการสตาร์ตทันที มักไม่อยู่ในขอบเขตที่ประกันบางประเภทคุ้มครอง ทำให้เจ้าของรถต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเองในภายหลัง ทางที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดคือ ปล่อยรถไว้ในสภาพเดิม ไม่พยายามสตาร์ตหรือเปิดระบบไฟฟ้าใด ๆ และติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญหรือศูนย์บริการให้เข้ามาตรวจเช็กอย่างละเอียด เพื่อประเมินความเสียหายและวางแผนการซ่อมแซมอย่างถูกต้อง

 

 

วิธีที่ควรทำหลังจากรถจมน้ำ

เมื่อประสบปัญหาน้ำท่วมรถ การจัดการในช่วงแรกหลังน้ำลดถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะการตัดสินใจผิดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ความเสียหายที่ยังพอซ่อมได้ กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงในภายหลัง สิ่งที่ควรทำทันทีหลังรถจมน้ำ มีดังนี้

 

ห้ามสตาร์ตรถหรือเปิดระบบไฟฟ้าใด ๆ 

สิ่งแรกที่ควรหลีกเลี่ยงคือการสตาร์ตเครื่องยนต์หรือเปิดระบบไฟฟ้า เพราะภายในรถอาจยังมีน้ำหรือความชื้นหลงเหลืออยู่ หากมีกระแสไฟไหลผ่าน อาจทำให้เกิดการลัดวงจร ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าเสียหายเป็นวงกว้าง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของเครื่องยนต์

 

บันทึกภาพความเสียหายไว้เป็นหลักฐานสำหรับการเคลม

ควรถ่ายภาพสภาพรถ ระดับน้ำ และความเสียหายที่มองเห็นได้ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเคลมประกัน ภาพถ่ายเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการพิจารณาความเสียหายเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากขึ้น

 

ติดต่อบริษัทประกันและศูนย์บริการเพื่อนำรถเข้าตรวจสอบ

ติดต่อบริษัทประกันรถยนต์หรือศูนย์บริการทันที เพื่อแจ้งเหตุรถจมน้ำ และนัดหมายให้เจ้าหน้าที่หรือช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด การตรวจเช็กโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยประเมินระดับความเสียหาย และวางแนวทางการซ่อมแซมได้อย่างถูกต้อง

 

 

รถจมน้ำ ซ่อมได้ไหม ?

คำตอบคือ “ซ่อมได้” แต่ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถ การซ่อมรถที่จมน้ำจะต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่าปกติ แต่ก็ยังสามารถกลับมาขับขี่ได้เหมือนเดิม หากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ดังนี้

 

เครื่องยนต์

หากน้ำไม่เข้าไปถึงภายในเครื่องยนต์ การซ่อมอาจทำได้โดยการถ่ายของเหลวทั้งหมด ล้างระบบ และเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้าน้ำเข้าเครื่องยนต์โดยตรง ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นอย่างมาก

 

ระบบไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าเป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมักสร้างปัญหาในระยะยาว ในบางกรณีอาจแก้ไขได้ง่าย เช่น การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ แต่หากน้ำเข้าสู่ระบบไฟฟ้า สายไฟ หรือกล่องควบคุม อาจจำเป็นต้องตรวจสอบการเดินสายไฟและอุปกรณ์ควบคุมอย่างละเอียด หากตรวจไม่ครบถ้วน อาจเกิดอาการระบบรวนตามมาในภายหลัง

 

ระบบช่วงล่างและเบรก

โคลนและสิ่งสกปรกจากน้ำท่วมอาจเข้าไปสะสมในระบบช่วงล่าง ลูกปืน หรือระบบเบรก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในการขับขี่ การซ่อมระบบช่วงล่างหลังน้ำท่วมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม จำเป็นต้องล้าง ทำความสะอาด และตรวจสอบสภาพการทำงานอย่างละเอียดก่อนนำรถกลับมาใช้งาน

 

ระบบแอร์และเครื่องทำความเย็น

คอยล์เย็น พัดลม ท่อแอร์ หรือท่อแคท อาจได้รับผลกระทบจากน้ำและความชื้น หากไม่ได้รับการตรวจเช็กและทำความสะอาด จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง หรือเกิดปัญหากลิ่นอับและการทำงานผิดปกติในระยะยาว

 

ดังนั้น การนำรถเข้าศูนย์หรืออู่ที่มีประสบการณ์ด้านรถน้ำท่วมโดยเฉพาะ จะช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

 

 

รถน้ำท่วม เคลมประกันอย่างไร ?

การเคลมประกันกรณีรถจมน้ำสามารถทำได้ โดยขึ้นอยู่กับประเภทของประกันรถยนต์ที่คุณทำไว้ และเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์

 

ประกันรถยนต์ที่คุ้มครองกรณีรถจมน้ำ

โดยทั่วไป ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมและรถจมน้ำเกือบทั้งหมด รวมถึงค่าซ่อมแซมที่เกิดจากเหตุการณ์น้ำท่วม แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ เช่น ไม่ขับฝ่าน้ำท่วมโดยเจตนา หรือไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานผิดประเภท

 

ขั้นตอนการแจ้งเคลมประกัน

เมื่อเกิดเหตุรถจมน้ำ ควรแจ้งบริษัทประกันทันที พร้อมให้ข้อมูลรายละเอียด เช่น สถานที่เกิดเหตุ ระดับน้ำ และช่วงเวลาที่รถจมน้ำ เพื่อให้บริษัทประกันส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างถูกต้อง

 

เอกสารที่ใช้ในการเคลม

เอกสารที่มักต้องใช้ประกอบการเคลม ได้แก่ สำเนากรมธรรม์ประกันรถยนต์ รูปถ่ายความเสียหายของรถ เอกสารยืนยันเหตุการณ์ เช่น รายงานอุบัติเหตุ หรือเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ในบางกรณี)

 

การเคลมประกันรถน้ำท่วมควรดำเนินการตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่บริษัทประกันกำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การพิจารณาเคลมเป็นไปอย่างราบรื่น และได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วนและรวดเร็วที่สุด

 

นอกจากสาระความรู้เกี่ยวกับการดูแลรถหลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม หากใครที่มองหารถมือสอง สภาพดี สามารถเลือกชมและซื้อรถมือสองได้เลยที่ Autovillaเว็บรถมือสองชั้นนำ มีรถมือสองให้เลือกหลากหลายรุ่น รถทุกคันการตรวจประเมินสภาพถึง 344 จุด โดย Goo Inspection สถาบันรับรองจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมบริการจัดหาไฟแนนซ์เพื่อความสะดวกในทุกขั้นตอน มีโชว์รูมให้คุณแวะชมได้ถึง 3 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และปทุมธานี

 

  • สาขาศรีนครินทร์ โทร. 097-921-9552
  • สาขาร่มเกล้า โทร. 095-906-0633
  • สาขาลำลูกกา โทร. 092-940-5098

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรถจมน้ำ (FAQs)

Q : รถจมน้ำ สตาร์ตไม่ติด เกิดจากอะไร ?

A : เกิดจากน้ำเข้าสู่ระบบไฟฟ้า ทำให้การจ่ายไฟไม่สมบูรณ์ หรือน้ำเข้าห้องเครื่องยนต์และปะปนในน้ำมันเครื่อง 

 

Q : หลังรถจมน้ำ ควรทำอย่างไรเป็นอันดับแรก ? และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคืออะไร ?

A : 

  • สิ่งที่ควรทำ : ห้ามสตาร์ตรถหรือเปิดระบบไฟฟ้าใด ๆ โดยเด็ดขาด และถ่ายภาพความเสียหายเพื่อเป็นหลักฐาน
  • สิ่งที่ห้ามทำ : ห้ามสตาร์ตเครื่องยนต์หรือเปิดระบบไฟฟ้า เพราะอาจทำให้เกิดการลัดวงจร หรือทำให้น้ำถูกดูดเข้าเครื่องยนต์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายรุนแรงและมีค่าซ่อมสูง

 

Q : กรณีรถน้ำท่วม สามารถเคลมประกันได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไร ?

A : โดยทั่วไป ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะคุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมและรถจมน้ำเกือบทั้งหมด โดยควรแจ้งบริษัทประกันทันที พร้อมให้ข้อมูลสถานที่เกิดเหตุ ระดับน้ำ และเตรียมเอกสาร เช่น สำเนากรมธรรม์ และรูปถ่ายความเสียหาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและประเมินความเสียหายตามเงื่อนไขกรมธรรม์

 

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานเว็บไซต์ของท่านให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อให้ท่านได้รับการบริการที่ดีที่สุด กรุณากดยอมรับเพื่อยินยอมให้เราใช้คุกกี้  นโยบายความเป็นส่วนตัว

ยอมรับ